The Debate

ตรวจ หวย วัน ที 1 กันยายน 2563: The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay

สล็อต วอ ล เล็ ต ไม่มี ขั้น ต่ํา, ฮั่งเส็งปิดเช้าลบ 111.10 จุด หลังยอดส่งออกจีนลด วิตกข้อมูลศก.จีนซบเซา ฉุดดาวโจนส์ปิดลบเกือบ 50 จุด,*RCPS = หุ้นบุริมสิทธิแปลงสภาพที่สามารถเรียกคืนได้ (Redeemable Convertible Preferred Shares)สำหรับการศึกษาวิเคราะห์พบว่า อัตราการเติบโตด้านอุตสาหกรรมการบินในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคใน 20 ปีข้างหน้าจะสูงมาก โดยมีคำสั่งซื้อเครื่องบินจำนวน 12,820 ลำ ซึ่งสูงสุดในโลกสัดส่วน 36% โดยในปี 2557 พบว่า ประเทศไทยมีการเติบโตของโลว์คอสต์แอร์ไลน์ เส้นทางระหว่างประเทศ 55% และภายในประเทศ 45%มูลค่าการซื้อขายใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์(Total DW Turnover) 2,418.59 ล้านบาทอนึ่งก่อนหน้านี้ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า การประมูล 4G ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ จะมีเม็ดเงินที่เกิดจากการประมูลทั้ง 2 คลื่นไม่น้อยกว่า 7.3 หมื่นล้านบาทที่จะนำส่งแผ่นดิน อย่างไรก็ตาม การออกมาชี้แจงถึงความสำเร็จในการแก้ไขข้อบกพร่องในครั้งนี้ ถือว่ามีส่วนช่วยทำให้เกิดความเชื่อมั่นต่อทุกภาคส่วนเพิ่มขึ้น อีกทั้งเป็นการส่งสัญญาณที่ดี ถึงพัฒนาการเชิงบวกต่อการแก้ไขปัญหาในขั้นต่อไปNCL ปิด 2.16 +0.10 +4.85%แนวโน้มภาคบ่าย: ย่อตัวลงตามภูมิภาค แนะนำซื้อ MONO โดยมีแนวรับที 6 2.54 และ 2.50 และมีแนวต้านที 6 2.70 และ 2.80 เป็นจุดขายทำกำไรแนวต้าน: 20.5 20.9 21.4 22 การระดมทุนและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการเติบโตให้กับบริษัท โดย SCI จะนำไปชำระคืนเงินกู้สถาบันการเงิน นำไปเป็นเงินทุนหมุนเวียนในโครงการปรับปรุงระบบจำหน่ายไฟฟ้า (PDSR) เฟส 2 ในลาว ซึ่งจะเริ่มต้นโครงการได้ประมาณไตรมาส 4/58 และรับรู้รายได้ทันทีในปี 59 ,หุ้นกลุ่มธนาคารร่วงลง โดยหุ้นเอชเอสบีซี โฮลดิงส์ ร่วงลงอย่างน้อย 1.2% ขณะที่หุ้นยูบีเอส กรุ๊ป ปรับตัวลง 1.1% หลังจากกระทรวงการคลังสวิตเซอร์แลนด์วางแผนที่จะกำหนดให้ธนาคารรายใหญ่ของประเทศกันสำรองเงินทุนในสัดส่วน 5% ของสินทรัพย์โดยรวม, หุ้นกลุ่มเหมืองแร่ปรับตัวลง นำโดยหุ้นเกลนคอร์ ดิ่งลง 2.6% และหุ้นแองโกล อเมริกัน ร่วงลง 1.8% และหุ้น SABMiller พุ่งขึ้น 9% หลังจากบริษัทตกลงรับข้อเสนอเทคโอเวอร์จากบริษัท Anheuser-Busch InBev ทั้งนี้ ข่าวดังกล่าวช่วยหนุนหุ้น Anheuser-Busch InBev ดีดตัวขึ้น 1.7% รายงานการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เมื่อวันที่ 14-15 ก.ย.ระบุว่า เจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายการเงินของ BOJ หลายรายเตือนว่าภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและกลุ่มประเทศเกิดใหม่อื่นๆ อาจจะฉุดรั้งการลงทุนในด้านทุนของญี่ปุ่น แม้ว่าภาคเอกชนมีผลกำไรที่น่าพอใจด้านนายวิชา โตมานะ กรรมการผู้จัดการ สายงานวาณิชธนกิจ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุน SCI มั่นใจว่าหุ้นน้องใหม่ SCI จะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯในวันพรุ่งนี้ (13 ต.ค.) จะไม่ทำให้นักลงทุนผิดหวัง เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานธุรกิจมีความแข็งแกร่งKKC แนะนำซื้อเก็งกำไรในกรอบแนวรับแนวต้าน。

แนวต้าน 11.00-11.30 บาทผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท เอสซีไอ อีเลคตริค จำกัด (มหาชน) หรือ SCI ราคาก่อนเปิดตลาด (Pre Open) 5 นาที อยู่ที่ 10 บาท โดยจำนวนหุ้นที่มีการซื้อขายก่อนเปิดตลาดประมาณ 37 ล้านหุ้น ด้านฝั่งซื้อ (Bid) ประมาณ 23 ล้านหุ้น ส่วนฝั่งขาย (Offer) ประมาณ 21 ล้านหุ้น ซึ่ง ORI เป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดมิเนียมในเส้นทางรถไฟฟ้า ด้านบล.กสิกรไทย มั่นใจเปิดเหนือจองแน่นอนส่วนตลาดบ้านเราปรับตัวขึ้นมามากแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อน ทำให้ valuation ของตลาดเริ่มตึงตัว เพราะ Earning จะยังตามไม่ทัน โดยทางฝ่ายวิจัยก็แนะให้ ทยอยขายทำกำไร เนื่องจากดัชนีฯขึ้นมาชนแนวต้านของเดือนนี้ที่ 1,410 จุดเป็นระดับที่คำนวณไว้ และรับข่าวเรื่องธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) เลื่อนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปพอควรแล้ว ซึ่งดัชนีฯสะท้อนปัจจัยบวกไปมากแล้ว ดังนั้น จึงมี upside ไม่น่าสนใจเท่ากับสัปดาห์ก่อน,(+/-) ติดตามรายงานตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐ : วันที่ 14 ต.ค.2558 ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) และ ยอดค้าปลีกเดือนก.ย. และวันที่ 15 ต.ค. ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน ก.ย.,กลยุทธ์ที่แนะนำ :ช่วงบ่าย: คาดลงไปหา 1400 จุด ซึ่งหากต่ำกว่าจะเป็นสัญญาณลบมากขึ้น โดยมีแนวรับถัดไปที่ 1390 และ 1380 จุด ตามลำดับ โดยช่วงบ่ายให้ระวังแรงขายเข้ามามากขึ้น ด้วย Sentiment ลบ จากตลาดเพื่อนบ้านอย่างอินโดฯและฟิลิปปินส์ ลบไปแล้ว 2-3% ตามค่าเงินในภูมิภาคที่กลับมาอ่อนค่าอีกครั้ง ซึ่งเรามองเงินบาทจะเป็นในทิศทางเดียวกัน เป็นปัจจัยกดดัน SET กลยุทธ์ ขายทำกำไรบางส่วน โดยเฉพาะหาก SET ต่ำกว่า 1400 จุด ส่วนการซื้อเก็งกำไรระยะสั้น แนะนำหุ้นสัญญาณที่ดีทางเทคนิค ได้แก่ FORTH (รับ 8.90 ต้าน 9.90 Cut 8.60) QH ฟุ้ง เดอะทรัสต์ สุวรรณภูมิ-เทพารักษ์ กวาดยอดขายพรีเซลล์ 2 วัน กว่า 100 ลบ.,บริษัทมีสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งจากการเป็นผู้นำในธุรกิจให้บริการโทรคมนาคมที่มีเทคโนโลยีโครงข่ายสื่อสารที่หลากหลาย โดยกลุ่มธุรกิจทรูออนไลน์มีสัดส่วนทางการตลาดจากรายได้การให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทั่วประเทศประมาณ 41% บริษัทยังเป็นผู้นำในการให้บริการโทรทัศน์ระบบบอกรับสมาชิกด้วยรายการหลากหลายจากทั้งในและต่างประเทศ โดย ณ เดือนมิถุนายน 2558 กลุ่มธุรกิจทรูวิชั่นส์มีลูกค้าที่เป็นสมาชิกรวมประมาณ 2.7 ล้านราย อีกทั้งยังเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในลำดับที่ 3 ของประเทศด้วย ส่วนกลุ่มทรูโมบายมีสัดส่วนรายได้ทางการตลาดจากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่ที่ประมาณ 19% ทั้งนี้ อันดับเครดิตของบริษัทยังสะท้อนถึงการสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นหลักของบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ซึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีกลุ่มธุรกิจที่หลากหลายถือหุ้นของบริษัท 51% ตามด้วย China Mobile International Holdings Ltd. (China Mobile) ซึ่งมีสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทอยู่ที่ 18% โดย China Mobile เป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีฐานลูกค้าใหญ่ที่สุดในโลกนาคารกลางเกาหลีใต้เปิดเผยว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าของเกาหลีใต้ในเดือนก.ย.ปรับตัวลงเป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน หลังสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเคมีภัณฑ์มีราคาถูกลง , จีนเผยยอดส่งออกเดือนก.ย.ลดลง 1.1% ขณะนำเข้าร่วงลง 17.7%ขณะที่มองว่ายอดขายกล้องถ่ายภาพดิจิตอลของ BIG ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แม้ว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคจะลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ แต่สินค้าประเภทกล้องถ่ายภาพดิจิตอลเป็นสินค้าที่อยู่ในกระแส กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นนักศึกษา และผู้หญิง ซึ่งมีกำลังซื้อ ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เห็นได้จากผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกที่รายได้และกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์GOLD FUTURES GFV15คาดว่าราคาจะมีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบ 19,400-19,800 บาท ราคาเป็นแนวโน้มแกว่งตัว sidewayนอกจากนี้ นักลงทุนยังระมัดระวังการซื้อขายก่อนที่บริษัทรายใหญ่ของสหรัฐจะเปิดเผยผลประกอบการประจำไตรมาส 3 รวมถึง โดยเจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค จะเปิดเผยผลประกอบการในวันนี้ ขณะที่โกลด์แมน แซคส์, แบงก์ ออฟ อเมริกัน, ธนาคารเวลส์ ฟาร์โก และซิตี้กรุ๊ป จะเปิดเผยผลประกอบการภายในสัปดาห์นี้ BIG มั่นใจงบ 2H58 ทำนิวไฮต่อเนื่อง มองยอดขายกล้องดิจิตอลยังแกร่ง ,นอกจากนี้ ข้อมูลการค้าที่อ่อนแอของจีนยังกระตุ้นให้นักลงทุนเข้าซื้อทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย โดยสำนักงานศุลกากรของจีนเปิดเผยเมื่อวานนี้ว่า การส่งออกของจีนในเดือนก.ย.ลดลง 1.1% เมื่อเทียบเป็นรายปี สู่ระดับ 1.3 ล้านล้านหยวน หลังจากที่ร่วงลง 6.1% ในเดือนส.ค. ขณะที่การนำเข้าเดือนก.ย.ร่วงลง 17.7% เมื่อเทียบเป็นรายปี สู่ระดับ 9.24 แสนล้านหยวน ซึ่งเป็นการปรับตัวลงรุนแรงกว่าเดือนส.ค.ที่ลดลง 14.3%โดยเฉพาะแผ่น PCB สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ที่สูงขึ้น ผลจากสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในรถยนต์ปัจจุบันที่สูงขึ้นสำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 4/58 จะอ่อนตัวลง 4.9% จากไตรมาสก่อน ซึ่งเป็นปกติหลังพ้นช่วง peakBAY Trading buy ปิด 31.25 แนวรับ 31-30 แนวต้าน 32.5-33.5หลังจากแนะนำยืมหุ้น short ไปแถว 39-39.50 บ.ตั้งแต่ต้นสัปดาห์ก่อน เพื่อรอซื้อกลับทำกำไรเมื่อต่ำกว่า 38 บ. โดยใช้แนวต้าน 40 บ.เป็นเกณฑ์ตัดขาดทุน ซึ่งราคากลับไต่ระดับขึ้นมาจนปิดชนแนวต้าน และทำให้รูปแบบกราฟราคารายวันดูดีขึ้น จึงเสี่ยงต่อการวิ่งขึ้นหาแนวต้านอื่นๆ ต่อได้ ดังนั้นแนะนำซื้อคืนตัดขาดทุนก่อนดีกว่า。

Three recent papers attempt to look at the next stage of the world’s most important relationship.

The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay
Credit: The White House

The Asia security field is a crowded one these days, and that is a good thing. The region is confronting a number of destabilizing threats: disputes over islands in the South and East China Seas, weak governance in several Southeast Asian nations, and continuing?uncertainty over North Korea’s intentions and capabilities, among others. All are long-term, ongoing challenges, and the more ideas that get out there about how to manage these issues, the better.

No issue gets as much attention, however, as the U.S.-China relationship and what it means for regional security. For most, it boils down to whether the era of U.S. primacy is over. If it is, what should the next stage look like and how does China fit in? If not, how does the United States preserve its role as the fundamental security guarantor in the region and how does China fit in?

Three recent, thoughtful reports/papers attempt to address this question: the first, “Revising U.S. Grand Strategy Toward China”?by my CFR colleague Robert Blackwill and Carnegie Endowment scholar Ashley Tellis; the second, “The Future of U.S.-China Relations Under Xi Jinping: Toward a New Framework of Constructive Realism for a Common Purpose”?(pdf)?by former Australian Prime Minister Kevin Rudd; and the third, “Beyond American Predominance in the Western Pacific: The Need for a Stable U.S.-China Balance of Power”?by Carnegie Endowment scholar Michael Swaine. Each adopts a different approach and arrives at different conclusions, although the Rudd and Swaine analyses are largely compatible. Blackwill and Tellis explicitly seek to develop a roadmap for continued U.S. primacy in the Asia Pacific. Rudd and Swaine, in contrast, argue that such an effort is unrealistic, even harmful, given the realities of U.S. commitments and domestic politics, as well as China’s intentions and growing capabilities. Both Rudd and Swaine seek to have the United States and China sacrifice near-term interests for a longer-term greater good. However, Rudd places a much greater burden of compromise on the United States, while Swaine is more even-handed in his call for accommodation by both sides.

I was most eager to read the Rudd report. I have heard the former prime minister speak on a number of occasions and have always been impressed by his insights. In his report, Rudd assumes the role of peacemaker—trying to bridge the gap between the “private or semi-private narratives each side [the United States and China] may have about the other.” Although ostensibly designed to speak equally to Chinese and U.S. policymakers, the report is, for the most part, designed for a U.S. audience—explaining China and the Chinese perspective to Americans and offering recommendations for Washington.

Rudd’s argument is premised on his belief that Chinese President Xi Jinping is someone with whom the United States can work, that he is prepared to take calculated risks, and that there is now a window in China for Washington and Beijing to strike a grand bargain. According to Rudd, it is up to the United States to use this space as creatively as possible, while it lasts. While this is an appealing narrative, the report does not make?clear why Rudd believes this. Rudd also leaves the reader hanging when he asserts that China will become a more active participant in the reform of the global rules-based order and that it will bring a “new, forthright Chinese voice in the world.” It would have been helpful had the prime minister explained whether this voice will mean more Air Defense Identification Zones or more Asian Infrastructure Investment Banks or both. The implications for the region are vastly different.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

There are also some off-putting notes. Rudd begins by announcing that the Chinese economy will continue to thrive, noting: “Sorry, but on balance, the Chinese economic model is probably sustainable.” It is an awkward pronouncement that assumes that Americans want the Chinese economy to fail—something very few Americans, in fact, desire. (What Americans do want is a thriving Chinese economy that offers a fair and open trade and investment environment.)

While bold and fun to read, Rudd’s analysis of Xi’s presidency and the potential for significant new cooperation with the United States—should only the United States?seize the moment—ultimately falls short because it is difficult to find the evidence to support it. Xi may well have the political capital to strike a grand bargain, but Rudd’s faith in him notwithstanding, it remains unclear that he wants one.

The lack of demonstrable Chinese interest in a more accommodating regional security posture makes me initially sympathetic to the dominant theme of the Blackwill and Tellis report. As Blackwill and Tellis note, the current Chinese leadership has offered little indication—either in words or action—that it does not have as its endgame supplanting the United States as the regional hegemon. However, the report adopts such an uncompromising stance on any potential for the United States and China to find common ground that it loses me along the way. There is a built-in assumption that China necessarily wants to supplant the United States—not simply this regime at this moment in time. Such a deterministic understanding of Chinese politics and interests ignores ongoing debates within the country and the potential for new understandings to emerge

The recommendations (as in the Rudd report) run several pages, and for the most part, they represent a coherent strategy for the United States. Blackwill and Tellis have flipped the current hedging strategy from its emphasis on engagement with limited containment to containment with limited engagement. Much paper is devoted to strengthening military and economic ties with our allies. Still, it is difficult to understand, at times, how the containment and engagement will all work together—for example, “agreeing on enhanced security confidence-building measures between the two sides” while the United States establishes a new technology-control regime and levies an across-the-board tariff on Chinese economic goods in response to Beijing’s cyberattacks. Whatever its weaknesses, however, the report raises appropriate alarm bells concerning the challenge that many current Chinese economic and security behaviors pose for U.S. interests and the necessity of addressing them directly.

Ultimately, I thought the quietest piece—the one released with the least fanfare—was the most thought-provoking and compelling. Swaine offers a reasonably even-handed assessment of both the U.S. and PRC perspectives and tackles head on the problem that Beijing and Washington have concerning “clashing assumptions and beliefs about the requirements for continued order and prosperity in Asia.” He also identifies several very specific areas for potential cooperation, including the Korean Peninsula, Taiwan, and the management of maritime territorial disputes, and then proceeds to lay out how actual progress might be realized through various trade-offs. For example, he suggests that the United States halt arms sales to Taiwan in return for credible assurances by Beijing that it will not use force against Taiwan (except in the case of a dejure declaration of independence) and acceptance that unification would be peaceful and must involve the consent of people of Taiwan. One can agree or not with all of Swaine’s analysis or prescriptions, but in a much shorter piece, he takes the reader deeper and farther into understanding the challenges at hand and the potential roadmap for resolution.

Elizabeth C. Economy is?C.V. Starr Senior Fellow and Director for Asia Studies at the Council on Foreign Relations. She is an expert on Chinese domestic and foreign policy and U.S.-China relations and author of the award-winning book,?The River Runs Black: The Environmental Challenge to China’s Future.?This post appears courtesy of?CFR.org?and?Forbes?Asia.