Features | Security

สล็อต 918kiss: Flashpoints and Arms Races to Watch in 2019

joker ฝาก ผ่าน วอ เล็ ต,ส่วนทางด้านข้อมูลการซื้อขาย DW28 ณ สิ้นวันวานนี้ นักลงทุนยังคงซื้อสุทธิ Call DW บนหุ้น TPIPL หลังจากที่หุ้นอ้างอิงสามารถปิดบวกได้วานนี้ โดย TPIP28C1512A มีแรงซื้อสุทธิ 5.0 ล้านหน่วย นอกจากนี้ยังมีแรงซื้อสุทธิใน IRPC28C159A 2.3 ล้านหน่วย และ PTTG28C1512A 1.6 ล้านหน่วย ขณะที่นักลงทุนขายสุทธิ Call DW บนหุ้นขนาดใหญ่ได้แก่ KBAN28C1511A 2.6 ล้านหน่วย และ PTTE28C1512A 2.4 ล้านหน่วยแนวต้าน : 17.68 และ 17.80อนึ่งก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2558 ที่ศาลอาญา รัชดา นายอารักษ์ ราษฎร์บริหาร ผู้บริหารบริษัท SLC ซึ่งเป็นบริษัทที่ลงทุนซื้อหุ้นของ NMGพร้อมด้วย นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความ เดินทางเข้ายื่นฟ้อง นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ ผู้บริหารบริษัทเนชั่นฯ และนายธนา ทุมมานนท์ ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และผิดตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์โดยให้การสนับสนุนในการดำเนินการจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น เพื่อดำเนินการแต่งตั้งกรรมการตรวจสอบให้ครบจำนวนตามคำสั่งของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อันเป็นการแก้ปัญหามิให้ บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ถูกเพิกถอนมิให้ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่อไป,IVL28C1509A +14.3% (IVL +1.9%)。 อย่างไรก็ตามในภาพใหญ่แล้วตลาดยังคงรับรู้ว่าเฟดจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเห็นได้จากในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาความเสี่ยงต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด ทำให้ Dollar Index แข็งค่าขึ้น 20% และสินค้าโภคภัณฑ์ ลดลง 37% ขณะที่ตลาด Develop Markets ปรับตัวขึ้น แต่ Emerging Markets กลับร่วงลง โดยทิศทางยังคงมีเม็ดเงินไหลกลับไปยัง Develop Marketsสำหรับการส่งออกในปีนี้คาดว่าจะติดลบราว 4% หลัง 6 เดือนแรกของปีนี้ออกมาติดลบ 5% แต่คาดว่าครึ่งปีหลังจะติดลบน้อยลงมาที่ 3% โดยความกังวลเกิดจากตลาดหลักชะลอตัวหลังจากเผชิญปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะตลาดจีนและยุโรป แต่มีปัจจัยหนุนจากตลาดกลุ่ม CLMV ที่มีสัดส่วนส่งออกเพิ่มมากขึ้น หลังจากประเทศในกลุ่มดังกล่าวประชากรมีรายได้ต่อหัวมากขึ้น และมีกลุ่มคนชั้นกลางเพิ่มมากขึ้นนอกจากนี้ บริษัทได้ปรับแผนการสร้างโรงงานผลิตแผงโซลาร์เซลล์ที่ร่วมกับพันธมิตรญี่ปุ่นฝ่ายละ 50% จากเดิมที่จะตั้งในจ.นนทบุรี ด้วยกำลังการผลิตเริ่มต้นที่ 10 เมกะวัตต์ มาเป็นการตั้งโรงงานในจ.นครราชสีมา ซึ่งมีพื้นที่ใหญ่กว่า และเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 100 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จและเริ่มผลิตในช่วงต้นปี 59 ด้วยงบลงทุนราว 500 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าหมายที่จะมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 500 เมกะวัตต์ในระยะเวลา 3 ปี เพื่อรองรับการขยายตลาดในประเทศและประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC)ด้วยอีกทั้งบริษัทยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจพลังงานทดแทนอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงมั่นใจว่าจะสามารถสร้างความเติบโตด้านรายได้ปีนี้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยบริษัทมีงานในมือ(Backlog) ณ ปัจจุบันไม่น้อยกว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งต้องส่งมอบสินค้าและบริการให้เสร็จสิ้นภายในปีนี้4.10 4.54,1.67 บาท Break ได้เป็นสัญญาณซื้อระยะกลางทั้งนี้ ข่าวดังกล่าวส่งผลให้ราคาหุ้นพรีซิชั่น แคสต์พาร์ท ทะยานขึ้น 19.10% และยังช่วยหนุนหุ้นแคทเทอร์ พิลลาร์ พุ่งขึ้น 3.7% ขณะเดียวกัน ตลาดยังได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน หลังจากมีรายงานว่าจีนนำเข้าน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยหุ้นคอนโซล เอนเนอร์จี พุ่งขึ้น 5.4% หุ้นไดมอนด์ ออฟชอร์ ดริลลิง ทะยานขึ้น 5.6% และหุ้นทรานส์โอเชียน พุ่งขึ้น 5.8%ส่วนนโยบายการลงทุนในปีนี้ บริษัทใช้นโยบายการจำกัดการลงทุน เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาบริษัทมีการลงทุนไปค่อนข้างมากแล้ว โดยบริษัทตั้งงบลงทุนไว้กว่า 300 ล้านบาท แบ่งเป็นใช้ซื้อเครื่องจักร ในบริษัทย่อย 2 แห่ง ราว 100 ล้านบาท และใช้ซื้อที่ดินที่จังหวัดระยองขนาด 77 ไร่ มูลค่า 66 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายกิจการในอนาคต ในส่วนที่เหลือใช้เพื่อรองรับการซื้อเครื่องจักรใหม่ทดแทนเครื่องจักรเดิม M-CHAI จะใช้งบ 50 ลบ.ซื้อหุ้น รพ.เจ้าพระยา เพิ่มเป็น 22.86%ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น เจ้าหนี้ทั้ง 4 รายของกรีซ ซึ่งได้แก่ ECB, กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF), คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) และกองทุนกลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป (ESM) มีความคืบหน้าในการพิจารณารายละเอียดของแผนการปฏิรูป ซึ่งแผนการดังกล่าวถือเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้กรีซได้รับความช่วยเหลือมูลค่า 8.6 หมื่นล้านยูโร หรือ 9.3 หมื่นล้านดอลลาร์นอกจากนี้ สัญญาทองคำยังได้รับปัจจัยบวกหลังจากนายสแตนลีย์ ฟิสเชอร์ รองประธานเฟด กล่าวว่า เงินเฟ้อที่ระดับต่ำในสหรัฐยังคงเป็นประเด็นที่เฟดมีความกังวลเมื่อมีการพิจารณาถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย พร้อมกับกล่าวว่าเฟดจะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจนกว่าเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ,ประเด็นสหรัฐฯ สำคัญที่ต้องติดตามในคืนวันที่ 10 ส.ค. (เวลาไทย)、188betkobịchặn、BRQ15/1,708 Short ตอนเช้ายังไม่ได้ รอเปิดอีกครั้งที่ 1,725 บาท เป้าหมายทำกำไร 1,700 บาท ตัดขาดทุนเหนือ 1,740 บาท , ทิศทางตลาดขึ้นกับการคาดการณ์จังหวะเวลาขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ถ้ากลัวมากขึ้น เร็วขึ้น ค่าเงินดอลลาร์แข็งขึ้น ก็จะกดตลาด commodity , Emerging Markets นายพิชัยกล่าวระดับราคาได้อยู่ในขาลงอย่างเต็มตัว(Bearish) ขนาดใหญ่มากทีแม้แต่อยู่ในภาวะ Oversold ก็ยัง。

นอกจากนี้ บริษัทยังมีโครงการอนาคต 1) ขยายสาขาร้านค้าปลีกของบริษัทได้แก่ร้าน Banana IT และร้าน iStudio โดยตั้งเป้าเปิดสาขาเพิ่ม 38 สาขาและปรับปรุงสาขาเดิม 12 สาขา และจะเปิดให้ร้านของ Apple เป็นจุด Drop point ในการส่งสินค้าไปยังศูนย์บริการ iCare 2) ขยายสาขาร้าน Mango Mobile เพิ่มขึ้นอีก 20 สาขา และ 3) ขยายช่องทางการค้าปลีกแบบ E-Commerce สรุปหุ้นเด่นราคาขึ้นแรง-ลงแรงส่งท้ายสัปดาห์ขณะที่ผลการดำเนินงานช่วง 6 เดือนแรกมีกำไรสุทธิ 364.86 ล้านบาท หรือ 0.17 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 41.23% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 258.34 ล้านบาท หรือ 0.16 บาทต่อหุ้น ทริสฯคงอันดับเครดิตองค์กร-หุ้นกู้ CENTEL ที่ A/Stable ?ทั้งนี้ ADVANC หรือเอไอเอสเป็นผู้ให้บริการ mobile operators และมีแผนขยายธุรกิจเข้าไปสู่ digital life service providers ขณะที่การประมูล 4G จะเป็นการให้บริการลูกค้าในขีดความสามารถที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตามบริษัทฯก็ยังอยู่ระหว่างการเจรจากับบมมจ.ทีโอที (TOT) ซึ่งบริษัทฯจะเข้าไปเป็นพันธมิตรทั้งธุรกิจโมบาย และ ธุรกิจบรอดแบนด์ คาดว่าจะสรุปความชัดเจนได้ภายในเดือนส.ค.นี้จากการประเมินพบว่าธนาคารพาณิชย์ไทยมีความเข้มแข็งมาก โดยดูจากอัตราส่วนของเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio) ณ สิ้นปี 2557 อยู่ที่ 16.8% ซึ่งสูงกว่าระดับที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดไว้ที่ 8.5% กว่าเท่าตัว อีกทั้งธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ได้มีการบริหารจัดการความเสี่ยงเป็นไปตามมาตรฐานที่ได้รับการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่ามีโอกาสน้อยมากที่ประเทศไทยจะเกิดปัญหาวิกฤตทางการเงินเช่นในอดีตADVANC ปิดที่ 241.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาทส่วนแนวโน้มการซื้อขายในสัปดาห์หน้า คาดว่าดัชนีจะมีแนวรับบริเวณ 1,428 และ 1,419 ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,440 จุด โดยต้องติดตามตัวเลขข้อมูลจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ ที่จะออกมาในคืนนี้เป็นสำคัญ,VTE (ราคาปิดภาคเช้า 4.08)ราคาปิด 1.88 ตัดขาดทุน 1.81, ภาพราย 240 นาที: ราคาทองคำยังคงแกว่งตัว Sideway ในกรอบ 1075-1105 ดอลลาร์ แต่สังเกตว่า Modified Stochastic ยกตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงให้น้ำหนักกับทิศทางขาขึ้นในระยะสั้นๆ มากกว่าเล็กน้อย ทั้งนี้ควรรอดูการ Breakout เหนือแนวต้านที่ 1105 ดอลลาร์เพื่อเป็นการ Confirm แนวรับ : 3.94 และ 3.90ขณะที่ช่วง 6 เดือนแรก มีกำไรสุทธิ 6.55 พันล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.73 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 32.27% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 4.95 พันล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.55 บาทต่อหุ้นส่วน DW ที่สามารถบวกสวนทิศทางตลาดได้อย่างโดดเด่นได้แก่ Call DW บนหุ้น WHA หลังหุ้นอ้างอิงปิดตลาด +4.2% ส่งผลให้ WHA28C1512A +12.5% จาก Effective gearing ประมาณ 3.2 เท่า ขณะที่ Call DW ส่วนใหญ่เคลื่อนไหวในกรอบแคบตามหุ้นอ้างอิง ทั้งนี้ SET50 Put ปรับตัวขึ้นเช่นกัน โดย S5028P1509B +1.2% S5028P1508A +0.7% ขณะที่ดัชนีราคา SET50 Index ปรับตัวลง -0.2% และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า S50U15 ปิด -0.7% ตามลำดับอย่างไรก็ตาม นับจากนี้ธุรกิจของ CSS จะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญมากยิ่งขึ้น เนื่องจากมีธุรกิจพลังงานทดแทนและไอทีเข้ามาเสริม ซึ่งเป็นการขยายช่องทางการสร้างรายได้อีกช่องทางหนึ่ง เชื่อว่าจะผลักดันให้บริษัทเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นในอนาคต,สำหรับแผนการลงทุนในปี 58-61 นั้น บริษัทตั้งงบค่าใช้จ่ายการลงทุน 3.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการเติบโต 3.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา 400 ล้านเหรียญสหรัฐ?นอกจากนี้ การปรับตัวลงของหุ้นพลังงาน และดัชนีหลักทรัพย์ยังส่งผลให้ Put DW ปรับตัวขึ้นอีกด้วย ตัวอย่าง DW28 ที่เกี่ยวข้อง เช่น IRPC28P1509A +8.8% เทียบกับหุ้นอ้างอิงที่ปรับตัวลง -1.4% PTTE28P1602A +8.5% เทียบกับหุ้นอ้างอิงที่ปรับตัวลง -4.0% และ S5028P1509C +9.1% ขณะที่ดัชนีราคา SET50 Index ปรับตัวลง -0.8% ส่วนสัญญาซื้อขายล่วงหน้า S50U15 ปิดตลาด -0.2% ทั้งนี้ Call DW บนหุ้นพลังงานปรับตัวลงตามหุ้นอ้างอิงไปด้วย เช่น PTTE28C1512B -14.6% เป็นต้นบริษัท เมืองไทย ลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน)หรือ MTLSรายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/58 สิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย.58 (รวมบริษัทย่อย) มีกำไรสุทธิ 183.42 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.09 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 55.90% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 117.65 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.07 บาทต่อหุ้นโดยผลการดำเนินงานที่มีกำไรลดลง เนื่องจากบริษัทมีกำไร (ขาดทุน) ก่อน FX และภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีไตรมาสที่ 2 ในธุรกิจผลิตไฟฟ้าลดลง โดยมีสาเหตุหลักมาจากผลประกอบการที่ลดลงของเอ็กโก บีแอลซีพี จีพีจี โรงไฟฟ้าระยอง เอ็นทีพีซี และ เคซอน。

Will 2019 see an increased chance for military confrontation in Asia?

Flashpoints and Arms Races to Watch in 2019

In this Friday, April 13, 2018, file photo released by Military News Agency, Taiwan’s President Tsai Ing-wen, second from left, inspects on a Kidd-class destroyer during a navy exercise off the northeastern port of Su’ao in Yilan County, Taiwan. Tsai boarded a navy destroyer to review military drills ahead of planned war games by rival China.

Credit: Military News Agency via AP, File

The 2019 security outlook for Asia, as in past years, is dominated by a number of regional flashpoints that include the Korean Peninsula, the South and East China Seas, as well as the Taiwan Strait, all of which have the potential to trigger a military confrontation. Nonetheless, there appears to be a reduced risk for open military clashes in all of the four cases in the next 12 months.

Simultaneously, 2019 will likely see an intensification of the war in Afghanistan, amid ongoing peace negotiations?and?the suggested withdrawal of 7,000 U.S. troops from the country;?the presidential election scheduled for the spring?may be postponed. Other areas our readers should watch include:?a possible uptick in violence in Jammu and Kashmir as a result of the 2019 Indian general elections (especially in combination with large-scale, ostensibly Pakistani-sponsored terror attacks, which might compel Indian Prime Minister Narendra Modi to retaliate more forcefully in 2019 than in a non-election year), the usual chance of South Asian border disputes getting out of control, ?and increased naval competition between India, China, and Pakistan in the Indian Ocean. Naval competition is especially noteworthy as all three states are in the process of fielding, or already have deployed, nuclear-armed submarines.

Overall, 2019 will see a general diffusion of military capabilities in the Indo-Pacific region without any single state being capable of dominating the region militarily. While China will remain the region’s top military power, it qualitatively still cannot compete with the much smaller South Korean and Japanese militaries, let alone U.S. forces. In turn, the United States is no longer capable of militarily dominating the region as it had during the 1990s and 2000s. Consequently, an uneasy balance of power is expected to prevail in the region.

Flashpoints

First, should North Korea continue to refrain from further testing of nuclear weapons or long-range missiles, 2019 will most likely be dominated by summit diplomacy with North Korean leader Kim Jong Un possibly parlaying face-to-face with Russia’s Vladimir Putin, Japan’s Shinzo Abe, South Korea’s Moon Jae-in, and the United States’ Donald Trump.? Conversely, a major known unknown will be the reaction of the U.S. president once it will become clearer in 2019 that Pyongyang will not relinquish its nuclear deterrent.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Second, while the United States, along with its regional allies and partners, will continue to carry out freedom of navigation operations (FONOP)?challenging excessive maritime claims in the South China Sea that will draw the ire of Beijing, the Association of Southeast Asian Nations (ASEAN) and China are expected to complete the first draft of a South China Sea Code of Conduct in 2019. Following a steady Chinese military buildup in the contested waters over the past years, an uneasy military stalemate will likely continue to hold throughout the next 12 months.

Third, after tensions between China and Japan in the East China Sea spiked in 2012, last year saw a number of Chinese intrusions into Japan’s contiguous marine zone. Yet, the past 14 months have nevertheless seen a marked diffusion of bilateral tensions — a trend expected to continue into 2019. Both countries will push on with the implementation of East China Sea crisis management and communication mechanisms, officially agreed to in December 2017. Chinese President Xi Jinping will also make his first official visit to Japan in June 2019.

Fourth, while China has stepped up its military pressure on Taiwan throughout 2018, including long-range bomber patrols?and naval exercises in close vicinity to the island (the People’s Liberation Army openly seeks readiness to invade Taiwan by 2020), a cold peace between Taipei and Beijing is likely to prevail throughout 2019. Nonetheless, the Taiwan Travel Act, a U.S. law enacted to revitalize reciprocal visits between the U.S. and Taiwan by high-level government officials and signed into law in 2018, as well as a $1 billion U.S. arms package for Taiwan, is bound to increase tensions throughout 2019.

The 2019 Arms Races

All Asian powers are expected to continue their military modernization programs throughout 2019 with six regional states likely making the 2019 top 10 global military spenders’ list. Here are several military hardware developments worth keeping an eye on:

First, India is expected to induct its most advanced nuclear-capable intercontinental ballistic missile (ICBM), the Agni-V,?to date in the first quarter of 2019. With its increased range and accuracy, the introduction of this new weapon system could pose a problem for long-term strategic stability in Asia. India is also expected to conduct its first real nuclear deterrence patrol in 2019. Long term strategic stability could be further undermined by Pakistani efforts to field a submarine-launched cruise missile (the Babur-3) and a medium-range ballistic missile?fitted with multiple independently targetable re-entry vehicles, or?MIRVs.

Second, China will continue to produce units composed of one of the region’s most advanced long-range air defense system, the Russian-made S-400?Triumf?(NATO reporting name: SA-21 Growler)?into service, which will significantly boost the People’s Liberation Army anti-access capabilities, especially around Taiwan. (Taipei, meanwhile, will continue its development of an indigenous submarine force ?as well as push for the sale of F-35Bs.) China’s first domestically designed and built aircraft carrier, the Type 002 (CV-17), could also enter service as early as the fourth quarter of 2019 further boosting China’s blue water navy capabilities. Notably, the next 12 months may also witness the first operational deployment of a hypersonic glide vehicle (HGV), the DF-17, with significant implications for strategic relations in Asia.

Third, Russia is back as a major military power in the Asia-Pacific. In 2019, the Russian Eastern Military District — the military arm responsible for operations across the Pacific — is expected to receive more than 6,240 pieces of new and upgraded military equipment. 2019 will likely see the delivery of the nuclear-powered ballistic missile submarine Knyaz Vladimir, the Russian Navy’s first upgraded Project 955A?Borei II-class boomer, to the Pacific Fleet. ?Russia’s Strategic Missile Forces are also slated to receive their first HGV in 2019. Additionally, the first batch of Sukhoi Su-57 fighter aircraft, Russia’s first indigenously designed and built fifth-generation stealth fighter jet, is expected to be be delivered to the Russian Air Force in late 2019. Finally, Russia is expected to commission its largest nuclear-powered icebreaker in 2019, whose primary mission will be to clear passages for ship traffic on the Northern Sea route, which runs along the Russian Arctic coast from the Kara Sea to the Bering Strait.

Fourth, the air forces of Australia, Japan, and South Korea will also continue to induct their fleets of F-35A Lightning II Joint Strike Fighters in 2019. These aircraft will primarily serve as platforms for long-range air-to-surface/air-to-air standoff missiles. The Diplomat readers should pay special attention to these weapons systems as they will be an important factor in determining the military balance in East Asia and beyond. Other noteworthy developments to keep an eye on in 2019 are bilateral drills involving Japan’s recently stood up Amphibious Rapid Deployment Brigade, South Korea’s continuous development of its?Kill-Chain pre-emptive strike capabilities, and Australia’s SEA 1000 Future Submarine Program.

Another important development to follow will be Japanese deliberations over the procurement of?vertical or short takeoffs and vertical landings F-35Bs and to convert the?Izumo-class of helicopter destroyers into full-fledged aircraft carriers to accommodate the new aircraft. Additionally, readers should pay special attention to Vietnam’s defense deals in 2019. Russia and Vietnam are in final talks over the purchase of 24 Su-35S “Flanker-E” multirole fighter jets — assumed to be delivered in two batches of 12 — with details of the contract reportedly finalized during the visit of Russian Defense Minister Sergei Shoigu to Hanoi in January 2018. Negotiations over the acquisition of two S-400?Triumf? batteries are purportedly also at an advanced stage.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

The United States is expected to maintain a similar force posture in the Asia-Pacific as in 2018 with no major changes save for the deployment of an additional three-ship amphibious ready group (ARG) into the region. Additionally, the U.S. will maintain its continuous bomber presence mission as well as its only forward-deployed? Nimitz-class supercarrier, along with no significant increase or decrease of U.S. ground forces in the Asia-Pacific region. Notably, however, the U.S. could quietly begin negotiating with Japan and South Korea over the deployment of future U.S. ground-launched ballistic and cruise missiles on their territories following the termination of the INF treaty, which could make 2019 a particular eventful year for nuclear diplomacy in Asia. 2019 will also likely see the first deployment since 2017 of a Littoral Combat Ship to the region.

While next year will not see a Rim of the Pacific Exercise (RIMPAC), and scaled down Foal Eagle and Key Resolve exercises, The Diplomat readers should follow the first ever tri-services joint exercises between India and the United States in 2019, the first ASEAN-U.S. Maritime Exercise, ?as well as the annual iterations of the Russia-China “Peace Mission” and “Joint Sea” military drills. Interestingly, the 23rd rendition of the Malabar naval exercise, involving aircraft and ships from Indian Navy, the U.S. Navy, and the Japan Maritime Self Defense Force, is expected to take place in Japanese waters for the first time in 2019.

Outlook

Notably, the absence of a single dominating regional military power in combination with the proliferation of advanced military capabilities in the Asia-Pacific region increases the chances of miscalculation when it comes to assessing the costs and benefits of limited war. The Asia-Pacific region will remain the most militarized region in the world in 2019. The three largest defense budgets in the world are in countries with significant military assets in the region:?the United States, China, and Russia.

This should not distract from the optimistic outlook that 2019 will likely see a reduced risk for military confrontation. The Diplomat readers should, however, keep in mind: Despite our best efforts, the next major military confrontation in the Asia-Pacific, like most military conflicts, will almost certainly come as an apparent surprise and when least expected.

Franz-Stefan Gady is a Senior Editor with the The Diplomat and Senior Fellow with the East West Institute. He tweets @hoanssolo.?